การใช้ “เอไอ” อย่างมี “ธรรมาภิบาล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

“ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทต่อการทำงานของภาคธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก  แต่ก็มีหลายครั้งที่มีการนำเอไอ มาใช้ โดยขาดความระมัดระวัง และ สร้างปัญหาให้กับองค์กรและแวดวงธุรกิจ นาย ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้นำที่ให้บริการด้าน เอไอ ทรานสฟอร์เมชัน และ โซลูชัน (AI Transformation & Solution) ระบุว่า การนำเอไอมาใช้ในกระบวนการทำงานของภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การใช้งานเอไออย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance) ปัญหาใหญ่ในกระบวนการทำงานของเอไอ ที่ขาดหลักธรรมาภิบาล คือ การนำเอไอ มาใช้อย่างลำเอียงและเลือกปฏิบัติ การจัดเกรดของบุคคล ไปจนถึงการขาดความโปร่งใส ละเมิดความเป็นส่วนตัว อย่าง การสร้างตัวตนของบุคคลหนึ่งให้เป็นอีกบุคคลหนึ่ง (Deepfake)  เป็นต้น

“เอไอ เป็นเครื่องมือที่ดี ที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างรายได้ และ ลดต้นทุน ทำให้คนทำงานมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การใช้งานเอไอ จำเป็นต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง และ คำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และ ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น” ภูกิจ กล่าว

“เอไอ” กับ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

จากผลการสำรวจของ Capgemini บริษัทด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจและการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล(Digital Transformation) สัญชาติฝรั่งเศส ระบุว่า ในปี 2568 เอไอ มีส่วนในการสร้างความมั่งคั่งของเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 8.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนด้านเอไอ และ การเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้น โดยมีมูลค่าทรัพย์สินรวมแตะ 98.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในขณะที่รายงานของที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ระดับโลกสัญชาติอเมริกัน อย่าง McKinsey & Company ระบุว่า Generative AI เพียงอย่างเดียว สามารถเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกได้ประมาณ 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ PwC บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและบัญชีสัญชาติอังกฤษ ระบุว่า เอไอจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573

ในขณะที่ผลการศึกษาของ ธนาคารโลก ระบุว่า  การนำเอไอมาใช้ในประเทศไทย มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ในปี 2569 และ จะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ปี 2568 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอยู่ที่ 5.33 ล้านล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2567

ภูกิจ กล่าวว่า ในฐานะที่บริษัทให้บริการด้าน เอไอ ทรานสฟอร์เมชัน และ โซลูชัน เราเห็นภาคธุรกิจหลายแห่งมีการนำเอไอ เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานขององค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้มากขึ้น เอไอ ทรานฟอร์เมชัน คือ การที่นำเอไอมาใช้งานให้ตรงจุดกับองค์กร เป็นการพัฒนาเอไอเพื่อเรื่องที่องค์กรต้องการปรับให้เข้ากับพันธกิจในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้  เป็นการนำเอไอมาปรับเปลี่ยน(Transform) เพื่อสร้างผลลัพธ์ ที่องค์กรต้องการ ธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนลดลง

อาทิ บริษัทได้ไปให้บริการเอไอ ทรานสฟอร์เมชัน ให้กับหน่วยงานหนึ่งที่ต้องการอนุมัติงานให้กับผู้บริโภค หรือ ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการที่ปกติมีกระบวนการทำงาน 9 เดือนถึง 1 ปี  โดยการออกแบบเอไอให้เข้ากับพันธกิจของหน่วยงาน คือ ลดระยะเวลาในการทำงาน จากการออกแบบระบบเอไอ เข้าไปเข้าไปใช้ในกระบวนการทำงานของหน่วยงานดังกล่าว ทำให้กระบวนการทำงานลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 2-3 เดือน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ เป็นการทำงานอย่างมีคุณภาพ ผู้บริโภค และ ลูกค้าก็มีความสุขในการใช้บริการ

“ปัจจุบันเอไอได้เปลี่ยนบทบาทจากแค่ตอบคำถามอย่าง Chat GPT รุ่นแรกๆ มาสู่การเป็นพนักงานที่สามารถทำงานให้กับองค์กรได้ 24 ชั่วโมง ที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า ทุกองค์กรมีการนำเอไอมาใช้เสมือนหนึ่งเป็นพนักงานบริษัท ในขณะที่พนักงานจะต้อง Reskill ไปสู่การเป็นผู้ตรวจสอบ และ ตัดสินใจ เพราะเอไอยังไม่สามารถทำงานได้เอง 100% ดังนั้นเอไอไม่ได้มาแทนคน แต่มาเป็นเครื่องมือและพนักงานที่ทำงานร่วมกับคนในองค์กร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ เพิ่มรายได้ให้กับองค์กร เมื่อทุกองค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้ที่สูงขึ้น” ภูกิจ กล่าว

การใช้งาน “เอไอ” อย่างมี “ธรรมาภิบาล”

ถึงแม้เอไอ จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยทำงานที่สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนมากขึ้นก็ตาม แต่ การใช้เอไอ ต้องควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกชาติทั่วโลกให้ความสำคัญ อย่างในสหภาพยุโรป หรือ อียู มีการออกกฎหมายหลักที่ควบคุมการกำกับดูแลและการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ EU AI Act ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อปี 2567 เป็นกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของโลก ที่มีข้อกำหนดครอบคลุมถึงระบบเอไอ ที่มีความเสี่ยงทั้ง ความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ระบบเอไอที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน การแพทย์ การจ้างงาน ไปจนถึงการใช้งานอย่างโปร่งใส เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีกฎหมายเกี่ยวกับเอไอ ในปี 2568 ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะนำมาใช้ในปี 2570

“เพราะพัฒนาการของเอไอ ที่สามารถนำมาใช้ในหลากหลายมิติ การกำกับดูแล และ การใช้งานเอไอ อย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และ ตรวจสอบได้ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการนำเอไอมาใช้ในทุกองค์กร เพื่อที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างองค์กรที่มีมาตรฐานในการทำงาน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการใช้เอไอ อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” ภูกิจ กล่าว

Loading

Related Posts