อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมระดับ Luxury และ Upscale ในภูเก็ตช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 80.0% โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับในช่วงครึ่งแรกของปี 2568จาก 84.1%
ขณะเดียวกัน อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ลดลงมาอยู่ที่ 6,820 บาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลง 4.0% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้ต่อห้องพักที่เปิดขาย (RevPAR) อยู่ที่ 5,456 บาท ลดลง 8.7% จากระดับ 5,975 บาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวม 14.1 ล้านคน ในปี 2568
และสำหรับปี 2569 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านคน ดังนั้น คาดว่าตลาดโรงแรมของภูเก็ตจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้
การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติบางประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านความจุเที่ยวบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางท่องเที่ยว

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีผลต่ออัตราการเข้าพักของโรงแรม แนวโน้มราคาห้องพัก และความเชื่อมั่นของนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ
ส่งผลให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์จากที่มุ่งเน้นจำนวนของนักท่องเที่ยวไปสู่แนวทาง “สร้างมูลค่ามากกว่าปริมาณ”
โดยมุ่งเน้นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว หรือให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายมากขึ้นในประเทศไทย
โดยอาศัยการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและแตกต่างมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับรายได้จากภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แต่ปัญหาใหญ่ คือการควบคุมที่พักรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบของทางราชการที่มีการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Sharing Economy ต่างๆ ซึ่งมีผลต่อรายได้ของโรงแรมที่พักที่ลงทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทย
ที่มา PROPERTY DNA
![]()



