
อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านประสิทธิภาพแรงงาน ต้นทุนที่สูง และสภาพคล่องของธุรกิจที่เปราะบาง สวนทางกับความต้องการสิ่งปลูกสร้างที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและเทคโนโลยีสมัยใหม่กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านก่อสร้างจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า Productivity ของแรงงานในภาคก่อสร้างอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีอัตราการขยายตัวที่ 2.7%CAGR นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการประกอบธุรกิจ ทั้งข้อจำกัดด้านรายได้ การรับงานก่อสร้างใหม่ๆ และการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งอาจทำให้เผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องของกิจการตามมา
ขณะเดียวกันความต้องการสิ่งปลูกสร้างที่สอดคล้องกับเทรนด์การสร้างความยั่งยืน เช่น อาคารที่ได้รับรองมาตรฐานด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของผู้ใช้งาน อาคารอัจฉริยะ เป็นแรงกดดันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องมีการแข่งขัน ยกระดับความสามารถในการก่อสร้าง ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างได้

การนำเทคโนโลยีมาใช้ จึงจะช่วยเพิ่ม Productivity และบริหารจัดการความท้าทายต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสร้างความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูลงานก่อสร้าง
บริษัทที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีจริงในการยกระดับธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างผันผวนและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นจึงน่าจับตามอง ทั้งด้านศักยภาพการเติบโต ผลประกอบการ และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
CIVIL หนึ่งในบริษัทก่อสร้างครบวงจรชั้นนำของไทย โดดเด่นทั้งด้านผลงานและวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน โดยบริษัทดำเนินงานในโครงการถนน ทางหลวง รถไฟ ท่าอากาศยาน ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Power BI และระบบ RPA (Robotic Process Automation) มาใช้ในการออกแบบและบริหารโครงการก่อสร้างอย่างแม่นยำ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อควบคุมต้นทุน บริหารวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ลดความสูญเสีย รวมถึงให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากไซต์งาน ลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ CIVIL ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 9001 มาตรฐานสากลสำหรับการสร้างระบบการจัดการคุณภาพ, ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม, และ ISO 45001 มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างบริการที่มีคุณภาพ คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด
ในปีนี้ CIVIL ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรผ่านกลยุทธ์ FAST ที่เน้นความรวดเร็ว แม่นยำ และรับผิดชอบต่อชุมชน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการควบคุมต้นทุน รับมือกับความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างจากภาวะเศรษฐกิจโลก ตอกย้ำความพร้อมของบริษัทในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
CPANEL ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete) ด้วยระบบอัตโนมัติ (Fully Automated Precast) ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยนำเทคโนโลยีการผลิต Precast Concrete จากวิศวกรผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักรจาก Vollert Anlagenbau GmbH ประเทศเยอรมนี
โดยควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนด้วยระบบอัตโนมัติ ควบคู่กับบริหารงานก่อสร้างบนระบบ Building Information Modeling หรือ BIM ช่วยทำให้เกิดความรวดเร็วและมิติที่แม่นยำของชิ้นงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์และคำนวณค่าตามหลักวิศวกรรม ทำให้สามารถผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปได้หลากหลายรูปแบบ ที่มีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้าง ทำให้บริษัทสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล
นอกจากนี้ CPANEL ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Precast Concrete ที่มีคาร์บอนต่ำ ปรับปรุงและพัฒนาสูตรผสมคอนกรีตใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาเป็นวัตถุดิบในกระบวนผลิต โดยไม่กระทบต่อความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ด้วยกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์พรีคาสต์คอนกรีตคุณภาพสูง ทำให้ CPANEL คาดหวังจะสามารถคว้างานโครงการภาครัฐขนาดกลางและขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มในพอร์ตได้อีก โดยบริษัทเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับปริมาณงานในมือ (Backlog) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง
STI ผู้นำบริการวิศวกรที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้างแบบครบวงจร ทั้งในภาคเอกชนและโครงการภาครัฐ ครอบคลุมออกแบบสถาปัตยกรรม วิศวกรรม โครงสร้าง บริหารโครงการครบวงจร และงานก่อสร้างที่เน้นความยั่งยืน
โดยบริษัทได้พัฒนา STI Smart BIM เป็นระบบทำให้การจัดทำ Report, ตรวจสอบข้อมูล และการประสานงานภายในโครงการก่อสร้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำฐานข้อมูลใน Model มาประมวลผลและช่วยในการติดตามและประสานงานในแต่ละขั้นตอนของโครงการ
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กร เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งด้านการวางแผนงาน การควบคุมคุณภาพ การออกแบบและการบริหารโครงการก่อสร้าง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านที่ปรึกษาอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน
ในปี 2568 กลุ่ม STI เดินหน้าขยายโอกาสไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต เช่น กลุ่มธุรกิจ Wellness & Health Care และ กลุ่มธุรกิจ Data Center อีกทั้งเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชันและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการบริหารงานโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต
แม้ภาคเอกชนจำนวนหนึ่ง จะเริ่มนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม แต่การเปลี่ยนผ่านอย่างมั่นคงและทั่วถึง ยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านนโยบาย มาตรการภาษี และแรงจูงใจในการลงทุนและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยมีภาครัฐ เอกชน ก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อร่วมสร้างอนาคตอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
![]()



