วิกฤตแรงงานไทย ว่างงานทะลุ 4 แสนคน ธุรกิจปิดตัวพุ่ง สภาพัฒน์เตือนรับมือ 3 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่

สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้รายงานตัวเลขด้านแรงงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงอัตราการว่างงานและยอดการเลิกกิจการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

​สถิติคนตกงานและธุรกิจปิดตัวที่น่ากังวล

​รายงานฉบับล่าสุดระบุถึงความผันผวนในตลาดแรงงานและการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก ดังนี้:

  • ยอดว่างงานพุ่ง 9.7%: ตัวเลขผู้ว่างงานในไตรมาส 2 แตะระดับ 400,000 คน โดยกลุ่มหลักคือผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน
  • แห่ลาออกแตะ 41.1%: สาเหตุหลักของการว่างงานในกลุ่มคนเคยทำงานคือ การตัดสินใจลาออกด้วยตนเอง
  • สาขาที่รับผลกระทบหนัก: ภาคการค้าส่ง-ค้าปลีก (22.1%) และภาคการผลิต (20.1%) มีสัดส่วนคนออกจากงานสูงสุด
  • ปริญญาตรีว่างงานสูงสุด: กลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (อุดมศึกษา) ยังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ระดับ 1.70%
  • ธุรกิจเลิกกิจการเพิ่มขึ้น: ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งปิดตัวไปแล้วถึง 7,024 ราย (เพิ่มขึ้น 12.5%) ส่งผลให้มีผู้ประกันตนยื่นขอรับเงินชดเชยกรณีว่างงานกับสำนักงานประกันสังคมสูงถึง 290,000 ราย

​3 ความท้าทายใหญ่ที่แรงงานและนายจ้างต้องจับตา

​นอกจากตัวเลขการว่างงานแล้ว สภาพัฒน์ยังได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทยในช่วงครึ่งปีหลัง:

  • กฎหมายใหม่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (เริ่ม 1 ต.ค. 2569): นายจ้างที่มีพนักงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินกู้ยืมให้ลูกจ้างเมื่อต้องออกจากงาน ถือเป็นสิทธิประโยชน์ใหม่ที่ลูกจ้างควรศึกษาและรักษาสิทธิ์
  • วิกฤตซูเปอร์เอลนีโญสะเทือนภาคเกษตร: ภัยแล้งรุนแรงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาที่รายได้หดหายไปถึง 8% ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรบางส่วนต้องทิ้งถิ่นฐานเพื่อย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น
  • ปัญหาต่างชาติแย่งอาชีพสงวน: พบแรงงานข้ามชาติลักลอบทำงานผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น โดย 1 ใน 3 (32.7%) ลักลอบทำ “อาชีพสงวนของคนไทย” เช่น พนักงานขายหน้าร้านและพนักงานขับรถ ซึ่งสัดส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 19.3% จากปี 2568 (หากประชาชนพบเบาะแส สามารถแจ้งสายด่วน 1506 กด 2)

Loading

Related Posts