BAM พลิกโมเดลแก้หนี้ ดึง Cost➕PLUS Model ปิดหนี้แล้วกว่า 500 ราย

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้เสียว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา BAM Thailand ได้เริ่มนำแนวคิด “นวัตกรรมการแก้หนี้” มาพัฒนาเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด Cost➕PLUS Model ซึ่งเป็นไอเดียตั้งต้นจากกลุ่ม Management Trainees ขององค์กร เพื่อมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งกับองค์กรและลูกหนี้

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการมองเห็น “ช่องว่าง” หรือ Gap ระหว่างความต้องการของเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งในกระบวนการแก้หนี้แบบเดิม ทั้งสองฝ่ายอาจไม่สามารถได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง จนกลายเป็นสถานการณ์แบบ Lose-Lose Scenario ที่ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์สูงสุด

ดร.รักษ์ ระบุว่า ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือยอดการนำลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ หรือ TDR (Troubled Debt Restructuring) มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเจ้าหนี้หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ หรือแม้จะติดต่อลูกหนี้ได้ แต่ลูกหนี้จำนวนหนึ่งไม่ต้องการเข้าสู่การเจรจา เพราะภาระหนี้ที่นำมาเสนอปรับโครงสร้างยังอยู่ในระดับสูง

โดยเฉพาะกรณีหนี้เสียที่มีดอกเบี้ยและภาระค่าใช้จ่ายสะสมเป็นเวลานาน ทำให้ยอดหนี้ตามสิทธิของเจ้าหนี้อาจเพิ่มขึ้นจากเงินต้นเดิมอย่างมาก จนลูกหนี้มองไม่เห็นแรงจูงใจในการกลับเข้าสู่ระบบเพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ยกตัวอย่างกรณี “สมชาย” ที่เคยกู้เงินจำนวน 1 ล้านบาทเพื่อซื้อบ้านซึ่งมีมูลค่า 1.25 ล้านบาท แต่เมื่อกลายเป็นหนี้เสีย ภาระหนี้ที่เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องตามสิทธิอาจเพิ่มสูงขึ้นจากเงินต้นเดิมอย่างมาก จนทำให้ลูกหนี้มองว่าไม่มีแรงจูงใจที่จะกลับมาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่ลูกหนี้ที่มีความตั้งใจจะเข้ามาแก้ไขปัญหากลับต้องเผชิญกับภาระหรือบทลงโทษจากระบบที่สูงขึ้น

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อลูกหนี้ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการจัดการทรัพย์สินของ AMC ด้วย เพราะเมื่อไม่สามารถติดต่อลูกหนี้หรือไม่สามารถหาข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ กระบวนการอาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี และท้ายที่สุดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน เช่น บ้านของลูกหนี้ อาจกลายเป็น NPA (Non-Performing Asset) หรือทรัพย์สินรอการขาย

ดร.รักษ์ มองว่า เมื่อทรัพย์สินเข้าสู่สถานะ NPA แล้ว ความท้าทายอีกด้านคือ AMC ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แม้จะมีสถาปนิก วิศวกร และบุคลากรที่สามารถดูแลงานปรับปรุงหรือ Renovation รวมถึงการนำทรัพย์สินกลับมาทำตลาด แต่เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพแล้ว ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการได้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ผลที่ตามมาคือ ทั้งสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์มี NPA สะสมอยู่ในพอร์ตจำนวนมาก ขณะที่มีการประเมินจากนักวิเคราะห์บางส่วนว่า NPA อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 50% ของ Supply อสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดไทย

นอกจากนี้ การถือครองทรัพย์สินที่รอการจำหน่ายเป็นเวลานานยังสร้างภาระให้กับผู้ถือครอง โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์สินถูกถือครองเกินระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระการตั้งสำรองตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยกรณีของสถาบันการเงินและ AMC มีกรอบระยะเวลาที่แตกต่างกัน

จากปัญหาดังกล่าว BAM จึงพัฒนาโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับแบม” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปรับกระบวนคิดจากการมุ่งจัดการหนี้เสียที่ปลายเหตุ ไปสู่การสร้างโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการแก้ไขหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
หลังดำเนินโครงการเป็นระยะเวลาไม่ถึง 15 สัปดาห์ BAM ระบุว่าสามารถช่วยปิดและปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยได้แล้วมากกว่า 500 ราย สร้างผลเรียกเก็บมากกว่า 500 ล้านบาท ขณะที่มี Success Rate มากกว่า 18% เมื่อคิดเป็น Annual Projection

BAM ระบุว่า ผลสำเร็จดังกล่าวสูงกว่ายอดความสำเร็จเดิมของบริษัทประมาณ 2.5 เท่า และถือเป็นระดับ Success Rate ของการแก้ไขหนี้ที่มีหลักประกันที่บริษัทระบุว่าสูงที่สุดในประเทศ ณ ช่วงเวลาที่กล่าวถึง

ดร.รักษ์ มองว่า ปัญหาหนี้เสียของไทยยังมีขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ โดยระบุว่า ปัจจุบันมีหนี้เสียที่เข้าสู่กระบวนการบริหารของ AMC แล้วประมาณ 500,000 ล้านบาท ขณะที่ยังอยู่ในระบบสถาบันการเงินอีกประมาณ 800,000 ล้านบาท และมีสินเชื่อที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Special Mentions หรือสินเชื่อที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท

ดังนั้น หากประเทศไทยยังใช้กระบวนการแก้ไขหนี้แบบเดิม โดยอาศัยวิธีการเดิมและ Logic ของการติดตามทวงถามหนี้ตามสิทธิของเจ้าหนี้เป็นหลัก ปัญหาหนี้เสียอาจใช้เวลานานในการคลี่คลาย และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของบ้านมือสองและ NPA ที่เข้าสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก

“Cost➕PLUS Model” จึงถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการพยายามสร้างจุดสมดุลระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ให้เกิดแรงจูงใจในการกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ มากกว่าการปล่อยให้ปัญหาสะสมจนเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีและกลายเป็น NPA
เป้าหมายสำคัญของ BAM คือการทำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่เข้ามาจัดการหนี้เสียหลังเกิดปัญหาแล้ว แต่สามารถเป็น “พื้นที่แห่งความหวังและโอกาส” ที่ช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์และลดปัญหาหนี้เสียสะสมได้

ดร.รักษ์ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและกระบวนการแก้ไขหนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากยังแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม ปัญหาหนี้เสียอาจไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างยั่งยืน และอาจกลายเป็นภาระต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯในระยะยาว

“เริ่มต้นการแก้หนี้ที่ต้นเหตุ และสร้างให้ AMC เป็นพื้นที่แห่งความหวังและโอกาส” จึงเป็นแนวคิดหลักที่ BAM ต้องการผลักดันผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับแบม” เพื่อยกระดับกระบวนการแก้ไขหนี้ และมีเป้าหมายในการช่วยให้ภาพรวม NPL Landscape ของประเทศไทยดีขึ้นในระยะต่อไป.

Loading

Related Posts