Key Highlights:
• การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์ มูลค่าราว 8 หมื่นบาท เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล สามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 5,610 หน่วยไฟฟ้าเพียงพอที่ใช้ในการสูบน้ำในพื้นที่เพาะปลูกข้าวราว 17 ไร่ ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่เฉลี่ยที่ชาวนาไทยครอบครอง เป็นหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสม คุ้มค่าในการลงทุน

• ภายใต้สมมติฐานว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ ทำการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จะส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำของชาวนามีศักยภาพที่จะเพิ่มราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี ก่อให้เกิดความต้องการติดตั้งราว 170 เมกะวัตต์ และเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 4,250 ล้านบาท โดยจังหวัดในภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี ชัยนาถ พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา มีศักยภาพในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าจังหวัดอื่นๆ
• ความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำของชาวนากลุ่มนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 4,250 ล้านบาท โดยผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะได้รับอานิสงส์จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 2,550 ล้านบาท ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น Inverter และผู้ให้บริการติดตั้งระบบฯ จะได้รับอานิสงส์จากการจำหน่ายและการให้บริการที่เกี่ยวข้องราว 850 ล้านบาทต่อกลุ่ม
พงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
![]()



