SCG CBM เร่งยกระดับสู่ Smart & Green Manufacturing หนุนโรงงาน Q-CON สงขลา ฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน เจาะภาคใต้ ส่งออก

ผู้บริหารระดับสูง เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ชี้การลงทุนจากภาครัฐ เครื่องยนต์หลักหนุนการเติบโตภาคการก่อสร้าง ขณะที่โครงการบ้านใหม่ชะลอตัว ตามภาวะตลาด ส่วนตลาดรีโนเวทบ้านเดิมขยายตัวได้ดี  เดินหน้าเร่งเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างระยะยาว ยกระดับโรงงานด้วย Lean Automation และการใช้ Customer Insight ขับเคลื่อนนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด Smart and Green Manufacturing มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้  ล่าสุดโชว์ โรงงาน Q-CON สงขลา ฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน ด้วยเม็ดเงินลงทุนกับโรงงานใหม่กว่าพันล้านบาท  ผลิต “Q-CON อิฐคนใต้” ที่แข็งแรง ประหยัดค่าไฟ พร้อมเป็นฐานสำคัญ รองรับดีมานด์ในภาคใต้และขยายตลาดสู่อาเซียน เสนอภาครัฐมีมาตรการ กวดขัน โรงงานจากประเทศจีนที่มาตั้งฐานผลิตในไทย ให้อยู่ภายใต้กฎหมายและสิ่งแวดล้อม

นายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG CBM) กล่าวระหว่างพาคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงาน Q-CON สงขลา ซึ่งทาง เอสซีจี  ได้ยกระดับให้เป็นฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน โดยได้วาดภาพตลาดวัสดุก่อสร้างภายในประเทศไทยในครึ่งหลังของปี 2569 ว่า การสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและกระตุ้นต่อภาคก่อสร้างในประเทศไทยได้ ซึ่งสิ่งที่เราเห็น เนื่องจากภาคเศรษฐกิจยังไม่ได้ปรับฟื้นตัว ภาคครัวเรือนมีการประหยัดในการจับจ่ายใช้สอย แต่ในตลาดที่เกี่ยวกับการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ยังมีอัตราการเติบโตอยู่ ต่างกับโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ อาจจะลดน้อยลง เนื่องจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้เร่งการขายและระบายสินค้า(สต๊อก) ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับทิศทางของราคาบ้านที่อาจจะปรับสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากต้นทุนด้านพลังงานผันผวน ผู้บริโภคกังวลเรื่องราคาบ้านใหม่ที่แพงขึ้น ทำให้ตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายไตรมาสที่ผ่านมาสูงขึ้น  

“เรายังต้องติดตามต่อว่า ภาคอสังหาฯจะเติบโตไปทิศทางอย่างไรบ้าง แต่แน่นอน ตลาดปูนซีเมนต์จะยังได้อานิสงส์บวกเล็กน้อย จากการลงทุนจากงบภาครัฐที่ลงมา”

สำหรับตลาดในต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนนั้น ทาง เอสซีจี ได้มองในมุมของการเติบโต ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ที่เติบโตได้ดี อันเป็นผลสืบเนื่องและต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลเวียดนามพยายามทรานฟอร์ม มีการยุบจังหวัดและรวมจังหวัด ทำให้เกิดดความชัดเจนมากขึ้น และมีการลงทุนในระบบInfrastructure มากขึ้นและการที่ผู้นำประเทศไทย ได้มีการไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในเรื่องของความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นตามมา

นายวิโรจน์ กล่าวถึงสิ่งที่ทาง เอสซีจี ได้ Transform มาแล้วว่า เรากำลังมองอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากพฤติกรรมลูกค้าที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เร่งการแข่งขัน และความท้าทายทางธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น SCG CBM จึงเร่งเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของธุรกิจ ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

Customer Centric มุ่งยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ยกระดับการดูแลลูกค้า B2B (องค์กรขนาดใหญ่) ด้วยการผลิตสินค้าและบริกรที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ลดรอยร้าว ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการภาคอสังหาฯสามารถส่งมอบบ้านให้กับลูกค้าได้ตรงคุณภาพ การขยาย Living & Housing Systems ให้เข้าถึงลูกค้าครบทุกช่องทาง และ ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยงานติดตั้ง การบริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เราอยู่ในใจลูกค้าเสมอ ซึ่งทาง เอสซีจีน สามารถลดต้นทุนได้อย่างต่อเนื่องและคงประสิทธิภาพในตัวสินค้า ซึ่งจากนี้ ทางเราต้องเน้นการขายในเรื่องของ Systems มากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าที่มาจากประเทศจีน

Portfolio Management บริหารพอร์ตลูกค้าให้มีความหลากหลาย ผ่านการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ในระดับที่กลางลงมา เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของลูกค้า ที่สามารถจ่ายได้ ภายใต้คุณภาพที่ไม่ได้ด้อยลง

 Operational Excellence การบริหารต้นทุน การใช้ Lean Automation ที่จะช่วยในเรื่องของต้นทุน การเร่งกระบวนการผลิต ออกสินค้าได้เร็วขึ้น สะดวกมากยิ่งขึ้น การนำระบบ AI มาช่วยในการเก็บข้อมูลในด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ คำนวณ ซึ่งเป็นตามหลักแนวคิด “ซ่อมก่อนเสีย” แทนที่จะรอให้เสียแล้วซ่อม จะเกิดความสูญเสียและเสียหายมากกว่า แต่ถ้าเราซ่อมก่อน จะไม่กระทบต่อเวลาการเปิดใช้เครื่องจักรมากนัก ตรงนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าเสียแล้วซ่อม จะมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน  ไปถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก ขณะเดียวกัน

และSustainability & Export Expansion เดินหน้าความยั่งยืนและขยายการส่งออกปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำจากเวียดนาม มองหาโอกาสในตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ ออสเตรเลีย เป็นต้น 

ซึ่งทั้ง 4 แกนหลัก เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ ที่ตรงโจทย์ลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเปิดโอกาสเติบโตทั้งในประเทศ อาเซียน และตลาดศักยภาพอย่างภาคใต้                                                                          

สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนความเข้าใจลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นสินค้าและบริการที่ใช่สำหรับตลาดนั้น ๆ เช่น ปูนซีเมนต์โครงสร้างเอสซีจีคาร์บอนต่ำสูตรปูนคนใต้ จากโรงงานปูนซีเมนต์ทุ่งสง และอิฐมวลเบา Q-CON จากโรงงานสงขลา ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีสภาพพื้นที่ที่แตกต่างจากภาคอื่น และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในพื้นที่      

ด้าน Operational Excellence ธุรกิจได้เร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและขยายการใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF/RE) ควบคู่การนำ Automation, AI และ R&D มาขับเคลื่อนการผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า ลดต้นทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ภายใต้แนวคิด Smart & Green Manufacturing โรงงาน Q-CON จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำ Automation และ Digital Technology มายกระดับกระบวนการผลิต เพิ่มความแม่นยำ ลดความสูญเสีย และสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

วอนรัฐ เร่งกวดขันโรงงานจากจีนตั้งฐานในไทย เรื่องใบอนุญาต ขออย่างเดียว”อย่าต่อยใต้เข็มขัด”

นายวิโรจน์ กล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมาและจนถึงปัจจุบัน สินค้าจากประเทศจีนมีการเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้ามองในเรื่องของสินค้าแล้ว SCG ไม่มีความกังวล โดยเราได้เตรียมพร้อมมานานแล้ว ในเรื่องของการปรับกระบวนการผลิต การดูแลและบริหารต้นทุนสินค้าให้ลดต่ำลง แต่คงไว้ซึ่งคุณภาพ แต่ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเข้มงวดกวดขันโรงงานจากจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ทั้งในเรื่องใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน เรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราก็หวังว่า “การที่จีนเข้ามาตั้งโรงงาน เราขอให้แต้มเท่าๆกัน ขออย่าต่อยใต้เข็มขัด”

ชู Customer Insight ผสานเทคฯผลิตสมัยใหม่ ยกระดับคุณภาพสินค้า

นายวิโรจน์ กล่าวถึงผลการดำเนินงานของตลาดในพื้นที่ภาคใต้ว่า ในครึ่งแรกของปี 2569 ผลประกอบการไปค่อนข้างดี ทั้งที่ตลาดไม่เติบโต เหตุผลเนื่องจาก เอสซีจี สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี ทั้งในช่วงที่ต้นทุนผันผวน และการที่เรามีโรงงานที่สงขลา และมีเครือข่ายครอบคลุมหลายพื้นที่ เป็นตัวช่วยกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็ว ดีกว่าคู่แข่งขัน

นอกจากนี้ ทางเอสซีจี ได้พัฒนาสินค้าสูตรเฉพาะพื้นที่ เช่น ภาคใต้ เรามีปูนงานโครงสร้าง ทนทานพิเศษ เอสซีจีน คาร์บอนต่ำ หรือ สูตรปูนคนใต้ ที่ทนทานต่อไอเค็มและสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล ลดปัญหาการเกิดสนิมของเหล็ก และการแตกร้าวของคอนกรีต

“ตลาดภาคใต้ มีความสำคัญ โดยมียอดขายคิดสัดส่วนร้อยละ 18-19 ของยอดขายทั้งประเทศ จากทั้งหมด 6 ภาค (นครหลวง ใต้ เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก ตะวันตก) และเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากภาคนครหลวง (กทม. ปริมณฑล ภาคกลาง รวมถึง เป็นฐานสำคัญในการผลิตของ SCG CBM รองรับการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีการส่งออกไปบังตลาดสำคัญ”

นายณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดก่อสร้างภาคใต้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและภาคก่อสร้างยังเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว กำลังซื้อ และการลงทุนในบางกลุ่ม โดยกลุ่มโรงแรม ตลาดชะลอตัว กลุ่มลักชัวรี่ วิลล่า ปัจจุบันตลาดชะลอตัวลงและเผชิญความท้าทายในการปิดการขาย และ กลุ่มการท่องเที่ยว ชะลอตัว จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติลดลง โดยเฉพาะจากมาเลเซีย จีน ยุโรป และรัสเซีย ประกอบกับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

สำหรับโอกาสของการขยายตลาดในภาคใต้ ผ่านการนำเสนอสินค้าผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบา นายณรงค์เวทย์ กล่าวว่ายังคงมีช่องทางการขยายตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับ Q-CON ได้ เนื่องจากโรงงาน Q-CON สงขลา จะเป็นฐานการขยายตลาดในภาคใต้ แม้ว่าปัจจุบันกว่า 80-90% การก่อสร้างจะใช้อิฐแดงเป็นหลัก แต่หากพิจารณาภาพรวมทั้งประเทศแล้ว อิฐมวลเบาสามารถเพิ่มแชร์ได้มาอยู่ที่ 50% แล้ว เนื่องจากโรงงานผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง

อนึ่ง ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดอิฐมวลเบารวมอยู่ที่ประมาณ 6,840 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณการบริโภคเฉลี่ยราว 360 ล้านก้อนต่อปี (เทียบเท่ากับพื้นที่ประมาณ 43 ล้านตารางเมตร) โดยที่ Q-CON มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด

“เราเติบโตจากความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในงานก่อสร้าง นำ Customer Insight มาผสานกับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น”

Q-CON ผู้ผลิตอิฐมวลเบาในธุรกิจ SCG CBM เดินหน้ายกระดับโรงงาน Q-CON จังหวัดสงขลา สู่ฐานการผลิตอัจฉริยะภายใต้แนวคิด Smart and Green Manufacturing ด้วยระบบ Fully Automation ครบวงจรตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการจัดเรียงผลิตภัณฑ์ นับเป็นโรงงานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน

โรงงานแห่งนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,057 ล้านบาท มีกำลังการผลิต 3.9 ล้านตารางเมตรต่อปี รองรับการเติบโตของตลาดก่อสร้างภาคใต้ที่ครอบคลุม 14 จังหวัด และประเทศในภูมิภาคอาเซียน พร้อมยกระดับเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะด้วยการนำ Automation, Digital Technology มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบ การควบคุมการผลิตอัตโนมัติ การตัดและอบไอน้ำ ไปจนถึงแขนกลและระบบจัดเรียงสินค้าอัตโนมัติ รวมถึงการวิเคราะห์ความต้องการตลาดและซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความต่อเนื่อง และความแม่นยำของกระบวนการผลิต รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Q-CON ยังขับเคลื่อน Green Manufacturing ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานตามแนวคิด Zero Waste และ Circular Economy รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ จึงพัฒนาอิฐมวลเบาให้เหมาะกับสภาพอากาศและการใช้งานในภาคใต้ ด้วยคอนกรีตซึ่งมีโครงสร้างฟองอากาศขนาดเล็กกระจายตัวสม่ำเสมอ ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคาร ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง และช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 30% อีกทั้ง ผลิตภัณฑ์ยังได้รับฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) สะท้อนถึงกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

“การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาวต้องปรับตัวเร็ว สร้างความสามารถใหม่ และใช้เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน สำหรับ SCG CBM เรายึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหัวใจในการยกระดับการแข่งขัน ตั้งแต่การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์จริง เราจึงเดินหน้าลงทุนเพื่อสร้างความพร้อม แข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าอย่างยั่งยืน” นายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย.

Loading

Related Posts