ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส (TBC) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ปั้นฐานผลิต 19 โรงงาน มูลค่าลงทุนสะสมกว่า 1.3 แสนล้านบาท เดินหน้าขยายพื้นที่เฟส 3 – LK-RICH 2 รวม 3,300 ไร่ ดันพื้นที่รวมแตะ 7,635 ไร่ รองรับอุตสาหกรรม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ ซัพพลายเชนระดับโลก ชูโมเดลพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียว Eco Friendly Industrial Estate ตุนยอดขายรอโอน (Backlog) อีก 3,613 ล้านบาทครึ่งแรกปี 69 รายได้พุ่งแตะ 1,609 ล้านบาท
ดร.หลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง (LK-RICH) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง หรือ LK-RICH ตั้งอยู่ในต.สำนักทอง อำเภอเมืองระยอง จ.ระยอง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการขนส่งที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีโรงงาน 19 แห่ง บนพื้นที่ 1,719 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท
จุดเด่นของนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง คือ พื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว ทั้งการจัดตั้งโรงงาน การเพิ่มกำลังการผลิต และการพัฒนาโครงการอุตสาหกรรม โดยสามารถวางแผนจัดสรรและพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง อีกทั้ง นิคมฯ ยังตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการขนส่งไปยังสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด ช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการ อีกทั้งยังอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากภาครัฐ

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใน LK-RICH เป็นกลุ่มการผลิตแปรรูปยางล้อรถยนต์ ที่นอนยางพารา คาร์บอนแบล็ค กลุ่มแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งเป็นพื้นฐานอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) รวมถึงมุ่งเน้นพัฒนาต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรม Supply chain ของกลุ่ม EV Car และต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ S-Curve และกลุ่ม Data Center
โมเดลธุรกิจตั้งแต่ขายที่ดินถึงบริการสาธารณูปโภค ธุรกิจของ TBC แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายที่ดินให้ผู้ประกอบการที่ต้องการตั้งโรงงาน 2.ธุรกิจสาธารณูปโภคซึ่งครอบคลุมการให้บริการน้ำดิบ น้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย การบริหารพื้นที่ส่วนกลางและระบบไฟฟ้า
ขยายเฟส 3 ปักหมุด AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ รับซัพพลายเชนระดับโลก
นายกรกฎ กิตติพล กรรมการบริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด กล่าวว่า ก้าวต่อไปของหลักชัยเมืองยางคือการขยายพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาว โดย LK-RICH ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 มีพื้นที่รวม 4,335 ไร่ ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่ขายเหลือพื้นที่ขายในระยะ 1 และระยะ 2 อีกประมาณ 780 ไร่ ขณะที่บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการระยะที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่เบื้องต้น 1,700 ไร่ และคาดว่าจะมีพื้นที่ขายประมาณ 1,275 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมที่ดินและดำเนินการจัดตั้งโครงการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 และคาดว่าจะเริ่มโอนที่ดินให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป
นอกจากนี้บริษัทมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาที่ดินที่มีศักยภาพ รวบรวมที่ดิน และดำเนินการขอจัดตั้งที่ดินนิคม ได้แก่ นิคม LK-RICH 2 มีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ คาดว่าจะมีพื้นที่ขายประมาณ 1,200 ไร่ รวมพื้นที่ทั้ง นิคม LK-RICH ระยะที่ 3 และ นิคม LK-RICH 2 ประมาณ 3,300 ไร่ คิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมด 7,635 ไร่
ลูกค้าจีนครองสัดส่วน 73.68% มุ่งรองรับ EV-อิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ TBC ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วย ลูกค้าจีนมีสัดส่วน 73.68% รองลงมาเป็นลูกค้าในประเทศ 15.79% ส่วนลูกค้าจากอินเดียและญี่ปุ่นมีสัดส่วนประเทศละ 5.26% ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทมุ่งพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุนในแบตเตอรี่และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางมีสัดส่วนมากที่สุด 26.32% รองลงมา ได้แก่ การผลิตล้อยานยนต์พิเศษ เคมีภัณฑ์และวัสดุอุตสาหกรรม และโลหะและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากันที่ 15.79% ส่วนอีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน อุปกรณ์ไฟฟ้าและพลังงาน สินค้าอุปโภคและเครื่องสำอาง และเส้นใยประดิษฐ์ มีสัดส่วนเท่ากันที่ 5.26% ต่อกลุ่ม
รายได้ครึ่งปี 69 แตะ 1,609 ล้านบาท หลังโอนที่ดินแปลงใหญ่
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทมีรายได้รวม 1,609.78 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,542.30 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 109.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,433.20 ล้านบาท หรือ 1,313.53% โดยมีสาเหตุจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก 23.98 ไร่ เป็น 326.27 ไร่หรือเพิ่มขึ้นราว 302 ไร่ คิดเป็น 1,260.61% ในจำนวนนี้มีการโอนที่ดินแปลงใหญ่ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สำหรับเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตที่ 700 %
Backlog ที่ดินรอโอน 657 ไร่ มูลค่า 3,613 ล้านบาท
ทั้งนี้ LK-RICH มีที่ดินที่ขายแล้วแต่ยังรอโอนกรรมสิทธิ์อีก 657 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 3,613.69 ล้านบาท สะท้อนจากสถานะการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซึ่งมีพื้นที่สำหรับขายรวม 3,156 ไร่ โดยจำหน่ายไปแล้ว 2,376 ไร่ ในจำนวนนี้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้ว 1,719 ไร่ และยังอยู่ระหว่างรอโอนอีก 657 ไร่ ตามข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ตลาดนิคมตะวันออกได้แรงหนุนจากการย้ายฐานลงทุน
นายกรกฎ กล่าวต่อว่า ตลาดนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่พื้นที่ทำเลศักยภาพมีจำกัดและราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการผลิตมากขึ้น ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่นมายังอาเซียนและไทย เพื่อรับมือความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่ต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล พลังงานสะอาด และวัสดุสำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะและยานยนต์รุ่นใหม่
สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่า ปี 2568 ไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 3,370 โครงการ มูลค่ารวม 1.87 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่แนวโน้มตลาดนิคมอุตสาหกรรมช่วงปี 2569–2571 คาดว่ายอดขายและการให้เช่าพื้นที่จะเติบโตเฉลี่ย 3–4% ต่อปี หรือประมาณ 7,000–7,300 ไร่ต่อปี
เร่งลงทุนระบบน้ำ-ไฟฟ้า เตรียมรองรับโรงงานและอุตสาหกรรมใหม่
อีกทั้งการขยายพื้นที่ของนิคมหลักชัยเมืองยางมุ่งรองรับฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนานิคมฯ ตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณูปโภค นิคมฯ มีระบบน้ำดิบและน้ำประปาที่มีกำลังการผลิตอย่างละ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระบบบำบัดน้ำเสีย 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบบไฟฟ้าพร้อมสำรองกำลังไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 100 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
สำหรับแผนลงทุนปี 2570 บริษัทเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปาอีก 7,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้น 80 ล้านบาท และเพิ่มกำลังบำบัดน้ำเสียอีก 13,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ด้วยเงินลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท พร้อมมีแผนพัฒนาโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำเพิ่มอีก 7–8 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย
![]()






