“สุนทร สถาพร” เดินหน้าฟื้นตลาด–ยกระดับผู้ประกอบการ–เปลี่ยนผ่านสู่ Digital & Green Housing หลังได้รับความไว้วางใจ นั่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร HBA อีกวาระ 2569–2571 ประเมินทิศทางตลาดอสังหาฯ ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ Boom ชี้เหตุบ้านมือสองโตแรง มีสัดส่วนถึง 63% สะท้อน Real Demand ยังมีอยู่ ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับ ราคา ความคุ้มค่า และทำเล
ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ผลการเลือกตั้ง มีมติให้ นายสุนทร สถาพร ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ต่ออีกหนึ่งวาระ ระหว่างปี 2569–2571 โดยให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อฟื้นฟูตลาดที่อยู่อาศัย พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทุกขนาด และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยที่มี Digital Transformation และ Green Transformation เป็นหัวใจสำคัญ
นายสุนทรกล่าวว่า ตลอดวาระแรกที่ผ่านมา HBA ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการเสนอและผลักดันมาตรการเพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการรณรงค์ Greener Thai Home เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ
“วาระที่สอง ผมอยากให้ HBA เดินต่อจากบทบาทของการช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น ไปสู่การสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยแข่งขันได้ในระยะยาว โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้ประกอบการทุกขนาดอย่างใกล้ชิด”สำหรับ
นโยบายวาระที่ 2 วางแผนทั้ง ระยะสั้น–กลาง–ยาว โดยระยะสั้น : ประคับประคองตลาดและปลดล็อกอุปสรรค
HBA จะติดตามผลของมาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ ทั้ง LTV การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการสามารถส่งผ่านไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการจริง

ขณะเดียวกันจะร่วมกับภาครัฐจัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ เพื่อให้การลงทุนและการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติอยู่บนระบบที่ถูกต้อง
ระยะกลาง : เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและลดความเหลื่อมล้ำของผู้ประกอบการ
HBA จะเสนอแนวทาง ปรับโครงสร้างสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนทุก Segment สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้ ขณะเดียวกันจะผลักดัน Upskill / Reskill ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้ Technology, Digital และ Green Innovation เพิ่ม Productivity และแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม
ระยะยาว : Digital Filing → One Stop Service และ Green → Net Zero
เรื่องสำคัญคือการผลักดัน Electronic/Digital Filing เพื่อเป็นฐานไปสู่ One Stop Service ลดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ อีกด้านคือ Digital Transformation from Green to Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีช่วยลดการใช้พลังงานและ Carbon Footprint ของบ้านและโครงการที่อยู่อาศัย พร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและมาตรฐานใหม่ ๆ ที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตและมาตรฐานที่อยู่อาศัยไทย
“เป้าหมายของ HBA ไม่ใช่เพียงทำให้ธุรกิจบ้านจัดสรรเติบโต แต่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยให้แข็งแรง มีนวัตกรรม ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชน”
วิเคราะห์
ตลาดที่อยู่อาศัยช่วงที่เหลือปี 69 ข้ามปี 70

นายสุนทร ประเมินว่า Q4/2569 ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐ แต่ยังเป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อ ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ Boom
ข้อมูลล่าสุดของ REIC ระบุว่า H1/2569 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอยู่ที่ 167,665 หน่วย เพิ่ม 17.6% และมีมูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% โดยบ้านจัดสรรยังเป็นตลาดหลัก คิดเป็น 70% ของมูลค่าการโอน ขณะที่คอนโดมิเนียมเติบโตเร็วกว่าในเชิงจำนวนและมูลค่า
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63% สะท้อนว่า Real Demand ยังมีอยู่ แต่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับ ราคา ความคุ้มค่า และทำเล มากขึ้น ขณะที่ตลาดต่างชาติชะลอตัว โดย H1/69 การโอนคอนโดของต่างชาติลดลง 8.8% จึงต้องเน้น “คุณภาพของ Demand” มากกว่าปริมาณ
สำหรับปี 2570 REIC คาดว่ามูลค่าการโอนจะเพิ่มขึ้น 3.1% เป็น 908,358 ล้านบาท แต่จำนวนหน่วยจะลดลง 0.9% เหลือ 320,617 หน่วย สะท้อนว่าตลาดจะโตจาก มูลค่าและราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น มากกว่าการเพิ่มจำนวนหน่วย ขณะที่สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่คาดว่าจะเพิ่ม 2% เป็น 582,688 ล้านบาท
“ผมจึงมองว่า Q4 ปีนี้เป็นช่วงสร้างฐานการฟื้นตัว และปี 2570 น่าจะดีขึ้น แต่จะเป็นการฟื้นแบบ Selective โดย Mass–Middle และ Real Demand จะเป็นตัวหลัก ส่วน Luxury และตลาดต่างชาติจะเลือกเฉพาะ Product และทำเลที่มีคุณภาพ”
มองปี 2570 หลังฟังข้อมูลประธานTDRI ?
“สิ่งที่ผมได้จาก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คือโจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่ทำให้ GDP โต แต่ต้องทำให้การเติบโตกระจายไปถึงประชาชนและท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติผ่าน BOI ต้องสร้าง Local Economic Linkage ให้มากขึ้น เมื่อ SMEs และเศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง ก็จะสร้างกำลังซื้อที่อยู่อาศัยตามมา ดังนั้นอสังหาฯปี 2570 ต้องเปลี่ยนจากการเน้น Quantity ไปสู่ Quality of Growth และ Quality of Living”.
![]()



